nuffnang Ads

วันศุกร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2555

วิตามิน ซี กับผิวพรรณ

วิตามิน ซี กับผิวพรรณ
   รายละเอียด  
- วิตามินซี มีฤทธิ์เป็น Antioxidants ที่สำคัญตัวหนึ่ง และมีการนำมาใช้อย่างแพร่หลายในปัจจุบัน มีมีความจำเป็นต่อชีวิต โดยมีหน้าที่กำจัดอนุมูลอิสระ(Free radicle scavenger) และเป็น ปัจจัยร่วม(Cofactors) ของเอนไซม์ต่างๆ อาทิ Procollagen hydroxylase ซึ่งต้องใช้วิตามินซี ในการทำงานสร้างคอลลาเจน นอกจากนี้ยังมีความจำเป็นในการทำงานของเม็ดเลือดขาว( neutrophils) ในการกำจัดเขื้อโรคอีกด้วย ซึ่งมีหลายผลงานวิจัยที่พบว่า วิตามินซีช่วยในการป้องกันและรักษาโรคไข้หวัดได้ดี

-
วิตามินซี พบมากใน ผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว เช่น ส้ม มะมาว องุ่น และ ผักใบเขียว เช่น บอคเคอรี่ แอสปารากัส คะน้า ผักบุ้ง ถูกทำลายได้ง่ายด้วยแสง ความชื้น และออกซิเจน แต่ทนความร้อนได้ดีถึง 100 องศาเซลเซียส
บทบาทสำคัญของวิตามินซี ต่อผิวพรรณดังนี้

1.
ป้องกันอันตรายจากแสงแดด UV โดยพบหลักฐานว่า ถ้าทาวิตามินซี ก่อนออกแดด สามารถลดปัญหาSun Burn ได้ และพบว่าเมื่อทาร่วมกับ วิตามินอี และ ครีมกันแดด ที่มี Oxybenzone สามารถป้องกันอันตรายจากแสงแดดได้เกือบ 100 %
2.
ช่วยลดการอักเสบ ลดการเกิดสะเก็ดหนา ของโรคผิวหนังเรื้อนกวาง( Psoriasis) ได้
3.
ช่วยลดอัตราการดื้อต่อการใช้แสงแดดรักษา ในผู้ป่วยผื่นแพ้สัมผัส ( Contact allergic dermatitis)
4.
กำจัดอนุมูลอิสระ ที่เกิดจากภาวะชราของผิวหนัง และกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ได้มีการทดลองทาวิตามินซี ที่ใบหน้า เป็นเวลา 3 เดือน พบว่า ทำให้ริ้วรอยเหี่ยวย่นที่เป็นไม่มาก( fine wronkle ) ดีขึ้น ผิวหน้านุ่มเนียนขึ้น จึงคาดว่าจะช่วยทำให้ภาวะชราจากแสงแดด( photoageing) ดีขึ้น
5.
ใช้เป็นสารฟอกสีผิวให้ขาว ( whitening agents ) ในคนที่เป็นฝ้า กระ รอยดำ ทั้งในรูปของครีม โลชั่น สารละลาย จึงนำมาใช้ในการทาผิวหน้า และรักษาด้วยเครื่องไอออนโต
6.
ช่วยในการสมานแผล
7.
ป้องกันโรคมะเร็งผิวหนังได้

-
วิตามินซี ประเภท Ascorbyl palmitate สามารถละลายน้ำและไขมันได้ จึงนิยมนำมาผสมใน water cream,lotions และ Oils โดยสารนี้จะมี pH เป็นกลาง จึงไม่ระคายผิว
ได้มีการแนะนำให้รับประทานวิตามินซี ในรูปของยาเม็ดเป็นประจำ เพื่อป้องกันและรักษาภาวะทางผิวพรรณ ได้หลายอย่างตามที่กล่าวข้างต้น แต่ร่างกายปกติ ต้องการวิตามินซี ประมาณ 50- 60 มิลลิกรัมต่อวัน ทั้งชายและหญิง ( แต่ในคนที่สูบบุหรี่ อาจต้องการถึง 140 มก.ต่อวัน ) ดังนั้น ไม่จำเป็นต้องรับประทานวิตามินซี มากกว่านี้ แม้จะมีหลักฐานว่า การรับประทานวิตามินซี ในระยะยาว ค่อนข้างปลอดภัย
แต่ถ้ารับประทานปริมาณสูงมากๆ ติดต่อกัน อาจเกิดทำให้เกิด ระดับ Oxalate ในปัสสาวะสูง และเกิดนิ่วในไตได้ภายหลัง นอกจากนี้ ยังมีข้อดี คือ หาง่าย ราคาถูก มีผลข้างเคียงน้อย
แหล่งที่มา » คลีนิกผมและผิวพรรณ

วิตามิน C และ E มีผลต่อผิวพรรณหรือไม่?

วิตามิน C และ E มีผลต่อผิวพรรณหรือไม่?


"Vitamin C and E"้


Vitamin C


วิตามินซี หรือกรดแอสคอร์บิก เป็นวิตามินชนิดละลายในน้ำ หน้าที่สำคัญคือเป็นสารจับออกซิเจนชนิดละลายน้ำ และเป็นสารเก็บกวาดอนุมูลอิสระ

นอกจากนี้ วิตามินซียังเป็นสารจำเป็นสำหรับการสังเคราะห์ไฮดรอกซีโพรลีน และไฮดรอกซีไลซีน ซึ่งเป็นส่วนประกอบของคอลลาเจน และยังช่วยเร่งให้ต่อมหมวกไตผลิตคอร์ทิโซนและฮอร์โมนชนิดอื่นที่ทำหน้าที่ลด ความเคลียดอีกด้วย

วิตามิน C ช่วยให้แผลหายได้เร็วขึ้น เนื่องจาก วิตามินซี ช่วยให้ร่างกายซ่อมแซมและรักษาตัวเอง โดยการไปเสริมสร้างผนังเซลล์  ทำให้เส้นเลือดฝอยแข็งแรง และต่อต้านอาการอักเสบ จึงทำให้แผลหายได้เร็วขึ้น ในทางกลับกันการขาด วิตามินซี ก็สงผลให้แผลหายได้ช้าลง เช่นกัน

ช่วยเรื่องความจำ โดย วิตามินซี จะไปช่วยรักษาสภาพของเซลประสาท และจะได้ผลดียิ่งขึ้น หากรับประทานร่วมกับอาหารต้านอนุมูลอิสระชนิดอื่นๆ เช่น วิตามินอี แคโรทีน กิงโกะไบโลบ้า และโคเอนไซม์ Q10 

แหล่งวิตามิน C จากอาหาร

วิตามินซีพบมากในผลไม้ มันฝรั่ง และผักสีเขียว มีอยุ่เล็กน้อยในเนื้อสัตว์ ธัญญาหาร เมล็ดพืช แหล่งวิตามินซีที่ดีที่สุดกลับไม่ใช่ผลไม้ตระกูลส้ม แต่เป็นโรสฮิพส์ บรอกโคลี กะหลำปมและพริกหวาน ผลไม้ไทยที่มีวิตามินซีสูงสุด คือมะขามป้อม

Vitamin E


วิตามินอี ที่เรามักได้ยินกิตติศัพท์ร่ำลือในด้านการป้องกันการเกิดอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอความแก่ชรา ดังนั้นนอกจากในอาหารแล้ว ยังพบว่ามีการสกัดวิตามินอีมาผสมในเครื่องสำอางหลายชนิด
วิตามินอี หรือ โทโคเฟอรอล (tocopherol) เป็นวิตามินชนิดหนึ่งที่ร่างกายจำเป็นต้องได้รับเป็นประจำทุกวัน มีลักษณะเป็นน้ำมันสีเหลือง และละลายได้ดีในไขมัน เช่นเดียวกับวิตามินเอ วิตามินดี และวิตามินเค วิตามินอี มีหลายชนิด ได้แก่ แอลฟา เบตา แกมมา และซิกมา โทโคเฟอรอล โดยชนิดที่ออกฤทธิ์ได้ดีที่สุด คือ แอลฟาโทโคเฟอรอล (alpha-tocopherol)
 

ประโยชน์ของวิตามิน E ต่อร่างกาย 

เนื่องจากผนังของเซลล์ต่างๆ ในร่างกายมีไขมันที่ไม่อิ่มตัวเป็นโครงสร้างหลัก โครงสร้างที่ว่านี้จะถูก ทำลายได้ง่ายด้วยกระบวนการออกซิเดชัน (oxidation) และส่งผลให้เกิดสารอนุมูลอิสระ (free radicals) ชนิดต่างๆ ตามมา ซึ่งเป็นสารที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อโครงสร้างภายในเซลล์ที่สัมผัสกับ สารอนุมูลอิสระ วิตามินอี เป็นสารต้านการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชันและอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพ (potent antioxidant) ซึ่งมีผลในการป้องกันการทำลายเซลล์ หรือลดความเสื่อมของอวัยวะต่างๆ ที่มีสาเหตุมาจากอนุมูลอิสระได้ นอกจากนี้ยังมีผลช่วยปกป้องการเสื่อมสลายของเยื่อหุ้มเซลล์ (stabilize) ที่บุอยู่ตามอวัยวะต่างๆ เช่น ผิวหนัง ตา ตับ เต้านม หลอดเลือด และเม็ดเลือดแดง ทำให้อวัยวะดังกล่าวทำงานอย่างมีประสิทธิภาพและมีความคงทนมากขึ้นด้วย 

วิตามินอีกับผิวพรรณ 

สถาบันโรคผิวหนังหลายแห่งมีการวิจัยพบว่า วิตามินอีช่วยป้องกันผิวจากการไหม้เกรียม ริ้วรอยเหี่ยวย่นและรอยแผลได้ดี ไม่ว่าจะเป็นการรับประทานหรือการทาที่ผิวหนังโดยตรง เนื่องจากการเกิดแผลหรือการอักเสบบนผิวหนัง หรือการถูกแสงแดดเผาไหม้จะทำให้เกิดการสะสมของอนุมูลอิสระขึ้น วิตามินอีจะทำหน้าที่เหมือนฟองน้ำที่ดูดซับสารอนุมูลอิสระก่อนที่จะทำให้ เนื้อเยื่อต่างๆ เสียหาย จึงช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของผนังเซลล์ทำให้เซลล์ผิวแข็งแรงขึ้น และช่วยให้ทนต่อรังสี UV ในแสงแดดได้ดีขึ้น ดังนั้นผู้ผลิตเครื่องสำอางจึงนิยมนำวิตามินอีมาใช้เป็นส่วนผสมของ ผลิตภัณฑ์ 


"วิตามินอี" สารอาหารที่ช่วยชะลอความแก่ 

สารอนุมูลอิสระจะมีผลทำให้เซลล์เกิดความเสียหายและตายได้ในที่สุด ซึ่งนอกจากจะเป็นสาเหตุทำให้ ร่างกายอ่อนแอและแก่เร็วกว่าปกติแล้ว หากเกิดที่สมองก็จะทำให้มีโอกาสเป็นโรคเรื้อรังทางสมองต่างๆ เช่น โรคสมอ​งเสื่อม (Alzheimer’s disease) โรคพาร์คินสัน (Parkinson’s disease) เป็นต้น จากการศึกษาทางคลินิกพบว่าผู้ที่รับประทานวิตามินอี 1,300 IU ต่อวันอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 2 ปีจะช่วยชะลอการเกิดโรคสมองเสื่อมจากการอุดตันของเส้นเลือดในสมองได้ 

อาหารที่เป็นแหล่งของวิตามิน E

แหล่งอาหารที่มีวิตามินอีอยู่ในปริมาณสูง ได้แก่ นม ไข่ ถั่ว ปลา เนื้อสัตว์ เช่น เป็ด ไก่ น้ำมันพืชต่างๆ ผักที่กินใบ เช่น ผักกาดหอม ผักโขม เป็นต้น ถึงแม้ว่าวิตามินอีจะค่อนข้างทนต่อความร้อนและไม่ละลายในน้ำก็ตาม แต่การประกอบอาหารที่ใช้ความร้อนสูงๆ เช่น การทอด รวมทั้งการเหม็นหืนของน้ำมันก็อาจทำให้วิตามินอีสูญเสีย สภาพไปได้



ขอบคุณเนื้อหาดีๆ และรูปภาพ จาก www.108health.com

วันพุธที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2555

10 วิธีสวยเปล่งปลั่งแบบสาว "อินเลิฟ"

10 วิธีสวยเปล่งปลั่งแบบสาว "อินเลิฟ"

และความสุขนี่เองที่เปล่งประกายออกมาจากภายใน ทำให้ผู้หญิงมักดูสวยขึ้น เวลามีความรัก แต่ถึงคุณจะโสดสนิท คุณก็สามารถสวยเปล่งปลั่งได้แบบเดียวกับสาวที่กำลัง "อินเลิฟ" เพียงแค่เลียนแบบคการตกหลุมรักทำให้คนเรามีความสุข วามเจิดจรัส แบบสาวที่กำลังอินเลิฟ ไม่ว่าจะเป็นผิวที่ดูเปล่งปลั่งแก้มแดงระเรื่อ และดวงตาเปล่งประกาย

1. บำรุงผิวจากภายใน ผิวคุณต้องการการบำรุงอย่างเหมาะสม และวิตามินซีถือเป็นหนึ่งในสารอาหารที่ช่วยบำรุงและปกป้องผิวจากภายใน นอกจากนี้ การทาวิตามินซีลงบนผิวยังช่วยบำรุงผิวจากภายนอกได้อีกแรงหนึ่ง วิตามินซีจะช่วยในการผลัดเซลล์ผิว ปกป้องผิวจากความเสียหายจากแสงแดด และเร่งการสร้างคอลลาเจนและอิลาสตินในผิว และถ้าคุณทาเซรั่มที่มีวิตามินซีก่อนมอยส์เจอไรเซอร์ วิตามินซีจะช่วยให้ผิวของคุณดูดซึมส่วนผสมที่เป็นประโยชน์จากมอยส์เจอไร เซอร์ได้ดีขึ้นด้วย

2. กำจัดเซลล์ผิวเสื่อสภาพ การขัดลอกเซลล์ผิวเป็นหนึ่งในขั้นตอนสำคัญที่ช่วยให้ผิวของคุณดูเปล่งปลั่ง เมื่อเซลล์ผิวที่ตายแล้วสะสมตัวมากขึ้น ผิวของคุณจะหยุดการสะท้อนแสงและทำให้ผิวดูหมองคล้ำ ฉะนั้น ถ้าอยากให้ผิวดูเปล่งปลั่งการขัดเซลล์ผิวช่วยคุณได้

Tips
      เบกกิ้งโซดาสครับ ผสมเบกกิ้งโซดา 2-3 ช้อนโต๊ะ กับน้ำเล็กน้อย จนเป็นส่วนผสมข้น ๆ ทาลงบนใบหน้า จากนั้น ขัดผิวเป็นวงกลมเล็ก ๆ ให้ทั่วแล้วล้างออก
      สครับแป้งข้าวโพดบดหยาบ (Commeal) ผสมแป้งข้าวโพด 2-3 ช้อนโต๊ะ กับน้ำเล็กน้อย แล้วทำแบบเดียวกับเบกกิ้งโซดา
  สครับอัลมอนด์ ผสมอัลมอนด์บดละเอียด ? ช้อนโต๊ะ กับน้ำกุหลาบ 1 ช้อนชา
   สครับข้าวโอ๊ต ผสมข้าวโอ๊ต 1 ช้อนโต๊ะกับน้ำมะนาว 1 ช้อนชา และโยเกิร์ต 2 ช้อนชา ทาลงบนใบหน้า โดยทาทิ้งไว้สองสามนาทีก่อนขัดผิว แล้วล้างออก
  สครับน้ำตาลทราย ใช้น้ำตาลทรายแดง ? ช้อนชา ผสมกับน้ำมันมะกอก 3 ช้อนโต๊ะ ทาทั่วใบหน้าแล้วขัดเบา ๆ เป็นวงกลม
  สครับน้ำผึ้ง ใช้น้ำผึ้ง 1 ช้อนชา ผสมกับน้ำตาลทรายแดง ? ช้อนชา และน้ำแร่ 2 ช้อนโต๊ะ เข้าด้วยกัน ทาทั่วใบหน้าแล้วนวดเบา ๆ
สครับไข่แดง ใช้ไข่แดง 1 ฟอง ผสมกับน้ำตาลทรายแดง 2 ช้อนโต๊ะ นวดเบา ๆ ทั่วใบหน้า

3. ปรับตามฤดูกาล ถ้าคุณปรับกิจวัตรการดูแลผิวของคุณไปตามฤดูกาล คุณจะมีโอกาสมีผิวที่สุขภาพดีกว่า โดยใช้ครีมที่เข้มข้นขึ้นในช่วงหน้าหนาวและอากาศแห้ง และเปลี่ยนมาใช้แบบที่บางเบาลงในหน้าร้อน รวมถึงเพิ่มโทนเนอร์เพื่อความสดชื่น และใช้มาส์กที่ดูซับความมันเป็นครั้งคราว

4. นวดหน้า ใบหน้าของคุณมีความเครียดมากกว่าส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย จึงส่งผลให้เส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงผิวหนังเกิดการหดตัวผิวหนังจึงขาดสาร บำรุงและความชุ่มชื้นจนดูไม่สดใส แต่คุณสามารถแก้ปัญหาพวกนั้นได้ด้วยการนวดหน้าที่จะช่วยไล่ความตึงเครียดออก จากกล้ามเนื้อที่อยู่ด้านล่าง นอกจากนี้ การนวดก็เหมือนการกดจุดที่ช่วยกระตุ้นระบบไหลเวียนให้ระบายสารพิษออกไป และช่วยกระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อขึ้นมาใหม่ด้วย

Tip การทำความสะอาดผิวในช่วงกลางคืน คือช่วงเวลาเหมาะในการนวดหน้า โดยใช้คลีนเซอร์ชนิดน้ำมันหรือครีมชโลมลงบนใบหน้าเยอะ ๆ เพื่อไม่ให้เกิดการเหนี่ยวรั้งผิวขณะนวด ใช้มือลูบไล้เบา ๆ จากด้านหน้าคอขึ้นไปจนถึงหน้าผาก แล้วเลื่อนลงมาทางด้านข้างใบหน้า ทำแบบนี้หลาย ๆ ครั้ง จากนั้นวางนิ้วให้ขัดกันแล้วกดนวดเบา ๆ เป็นแนววงกลมตั้งแต่คางไปจนถึงใบหู จากกึ่งกลางริมฝีปากไปจนถึงใบหู จากจมูกผ่านแก้มขึ้นไปถึงขมับ และจากหน้าผากไปถึงขมับจบด้วยการลูบไล้จากหน้าอกขึ้นไปถึงขมับ

5. จัดการกับเม็ดสี ความหมองคล้ำและจุดด่างดำเป็นผลมาจากการสร้างเม็ดสีตามธรรมชาติ และจากการเผชิญกับแสงแดด ป้องกันการเกิดความหมองคล้ำและจุดด่างดำที่ทำให้ผิวดูไม่สดใสด้วยการทาครีม กันแดดชนิดที่กันได้ทั้งรังสียูวีเอและบีเป็นประจำ และถ้าเกิดจุดด่างดำขึ้นแล้ว ผลิตภัณฑ์ที่มีสารช่วยให้ผิวกระจ่างใส สามารถช่วยให้จุดด่างดำจางลงได้ แต่ถ้ายังไม่หายก็อาจต้องปรึกษาแพทย์ เพื่อการรักษาอย่างตรงจุด

6. เลิกนิสัยเสีย ๆ การ สูบบุหรี่เร่งความร่วงโรยของผิว คุณจะไม่อาจมีผิวที่สุขภาพดีไปได้ ถ้าเส้นเลือดตีบตันไม่นำสารอาหารไปเลี้ยงผิว และการสูบบุหรี่ยังทำลายคอลลาเจนและเส้นใยอิลาสตินด้วย

7. ฝึกโยคะ โยคะ ไม่เพียงจะดีต่อกล้ามเนื้อ แต่ยังทำให้ผิวดีขึ้นด้วย ประโยชน์ของมันเกิดได้สองประการก็คือ หนึ่ง กระตุ้นการไหลเวียนทำให้ออกซิเจนไหลไปทั่วร่างกาย นำเอาสารอาหารไปเลี้ยงผิวและขับของเสียออกมา สอง คุณจะผ่อนคลาย ทำให้กล้ามเนื้อทั่วเรือนร่างและบนใบหน้าไม่เกร็งและตึงเครียด

Tip บริหารใบหน้า
      นอกจากการฝึกโยคะแล้ว ลองใช้ท่าบริหารใบหน้าต่อไปนี้ เพื่อสร้างมวลกล้ามเนื้อที่จะช่วยยกโครงหน้าขึ้น ทำให้ใบหน้าดูสดใสและอ่อนเยาว์ ซึ่งควรทำอย่างต่อเนื่อง
เติมพลังให้กล้ามเนื้อทั้งใบหน้า อ้าปากให้กว้างยืดกรามแต่ละข้างและกล้ามเนื้อทั้งหมดบนใบหน้าเป็นเวลา 10-30 วินาที
     กระชับกล้ามเนื้อคอ กราม ริมฝีปาก และแก้ม วางมือทั้งสองข้างลงบนกระดูกไหปลาร้า แล้วเชิดคางขึ้น จากนั้น ขยับริมฝีปากบนให้กระทบกับริมฝีปากล่างแรง ๆ 12 ครั้ง หยุดพักแป๊บนึง แล้วทำซ้ำอีก
เพิ่มความตึงกระชับบริเวณเปลือกตา วางนิ้วชี้ไว้ตรงบริเวณใต้คิ้ว จากนั้น กดขึ้นไปด้านบนเบา ๆ ขยับตาแล้วคลายออกอย่างรวดเร็ว 12 ครั้ง หยุดพักแป๊บนึ่ง แล้วทำแบบนั้นซ้ำอีก

8. เลียนแบบความเปล่งประกาย ผิวสุขภาพดีจะดูเปล่งปลั่งเพราะมันเรียบเนียนและสะท้อนแสงได้มากกว่าผิวที่ หมองคล้ำและไม่เรียบเนียน แต่เราสามารถเลียนแบบความเปล่งประกาย เช่นนั้นได้ด้วยการใช้เมคอัพที่มีชิมเมอร์เล็กน้อย เคล็ดลับสำคัญของการใช้ชิมเมอร์ก็คือเติมชิมเมอร์ลงไปในบริเวณที่ผิวไม่เป็น มันเงา และอยู่ให้ห่างจากที-โซน รวมถึงบริเวณเปลือกตา เพราะชิมเมอร์จะยิ่งทำให้เส้นริ้วรอยบาง ๆ ดูชัดเจนขึ้น

Tip น้อยดีกว่ามาก
        ชิมเมอร์ควรใช้เพื่อเน้นจุดเด่นอย่างใดอย่างหนึ่งก็พอ เช่น ใช้อายแชโดว์แบบแวววาวกับลิปสติกแบบเนื้อแมตต์ หรือกลับกันก็ได้ หรืออาจแค่เติมความผุดผ่องให้ผิวด้วยการทาไฮไลต์ตามแนวโหนกแก้มและส้นจมูก ถ้ารู้สึกว่าทามากเกินไปก็ใช้แป้งแบบทรานสลูเซ่นต์ทากับเพื่อทำให้มันดูเบา ลง


9. ริมฝีปากอวบอิ่ม การเลียนแบบเรียวปากที่ดูอวบอิ่มสดใสของสาวแรกรักเป็นเรื่องไม่ยากเย็นแต่ อย่างใด เพียงแค่ลิปกลอสหรือลิปสติกแบบมันวาวก็สามารถจัดให้คุณได้แล้ว แต่หากไม่ชอบความมันวาวของกลอส ลองใช้ชิมเมอร์เล็กน้อยทาลงบริเวณรอยหยักของเรียวปาก มันจะทำให้ริมฝีปากดูอวบอิ่มขึ้นได้เช่นกัน

Tip อย่าสนใจเพียงแค่เรียวปาก
         แต่ให้สนใจในสิ่งที่ผ่านเข้าไปในปากด้วย จากความเห็นของผู้เชี่ยวชาญ แคลอรีและน้ำตาลขัดขาวขัดขวางหนทางสู่ความเปล่งปลั่ง เพราะถ้าคุณกินน้ำตาลมากเกินไป คุณจะสร้างอินซูลินที่ทำให้ร่างกายขาดความชุ่มชื้น และสามารถสร้างผลลบต่อการผลัดเซลล์ผิวตามธรรมชาติได้


10. ดวงตาสดใส ถ้าอยากดูแข็งแรง และสดใส คุณต้องกำจัดรอยคล้ำและรอยบวมใต้ดวงตาออกไป การนอนให้เต็มอิ่ม 8 ชั่วโมง จะช่วยได้ หรือเลือกใช้อายครีมดี ๆ ที่มีส่วนผสมช่วยให้ผิวรอบดวงตากระจ่างสดใส นอกจากนี้ การนอนให้เพียงพอยังเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งยวดสำหรับผิวที่สุขภาพดี เพราะการนอนไม่พอทำให้ผิวหมองคล้ำและขาดน้ำ คุณจึงควรสร้างตารางการนอนที่เหมาะสมเพื่อผิวที่สวยงาม

Tip มัดผมเวลานอน
        ถ้าคุณผมยาว เพื่อไม่ให้เส้นผมมาโดนผิวหน้า เพราะน้ำมันจากเส้นผมอาจเกาะผิวและทำให้ผิวอุดตันซึ่งนำไปสู่การเกิดสิวได้





ที่มา ... Lisa